ในโลกของการทำธุรกิจ ความสามารถที่ทำให้ Founder พาส่งไอเดียจากศูนย์ไปสู่หนึ่งได้นั้น มักจะเป็น “ความขยัน” และ “การลงรายละเอียดในทุกจุด” แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องการให้ เติบโตธุรกิจ อย่างก้าวกระโดด ทักษะเดิม ๆ เหล่านั้นอาจกลายเป็น “โซ่ตรวน” ที่รั้งไม่ให้บริษัทไปข้างหน้าได้
หากคุณรู้สึกว่าทำงานหนักขึ้น แต่บริษัทกลับโตช้าลง หรือคุณกลายเป็นคอขวด (Bottleneck) ของทุกการตัดสินใจ ถึงเวลาแล้วที่ต้องพิจารณาว่า มีพฤติกรรมใดบ้างที่ควร “หยุด” เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมืออาชีพ
สารบัญ
ทำไมความสำเร็จในช่วงแรกอาจกลายเป็น ‘กรงขัง’ ของ Founder?
ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ Founder มักจะต้องสวมหมวกหลายใบ ทั้งพนักงานขาย ฝ่ายบัญชี การตลาด ไปจนถึงแม่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการเอาตัวรอด แต่เมื่อธุรกิจเริ่มมีพนักงานและมีโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้น บทบาทของ Founder จะต้องเปลี่ยนจาก “ผู้ปฏิบัติการ” (Doer) ไปเป็น “ผู้นำเชิงกลยุทธ์” (Leader)
การไม่ยอมปล่อยมือจากงานรูทีน ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณหมดไฟ (Burnout) แต่ยังขัดขวางการสร้างระบบที่จะทำให้ธุรกิจรันได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการ เติบโตธุรกิจ อย่างยั่งยืน
7 พฤติกรรมอันตรายที่ Founder ต้อง “หยุด” ทันที
1. หยุดทำทุกอย่างด้วยตัวเอง (The Micro-management Trap)
หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ที่สุดของ Founder คือความเชื่อที่ว่า “ไม่มีใครทำได้ดีเท่าเรา” การเข้าไปก้าวก่ายงานในทุกรายละเอียด (Micro-management) จะทำลายความมั่นใจของทีมงาน และทำให้คุณไม่มีเวลาเหลือไปคิดเรื่อง กลยุทธ์ธุรกิจ
- สิ่งที่ควรทำแทน: ฝึกทักษะ การมอบหมายงาน (Delegation) และสร้าง KPI ที่ชัดเจนเพื่อให้ทีมรับผิดชอบผลลัพธ์แทนการตรวจสอบทุกขั้นตอน
2. หยุดยึดติดกับ ‘อีโก้’ และความคิดตัวเองเป็นใหญ่
Founder หลายคนตกหลุมรักไอเดียของตัวเองจนมองข้ามความจริงของตลาด หรือปฏิเสธคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ การมี Mindset ผู้ประกอบการ ที่ดีต้องมาคู่กับความถ่อมตัวและการยอมรับว่าเราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง
- สิ่งที่ควรทำแทน: จ้างคนที่เก่งกว่าคุณในด้านนั้น ๆ เข้ามาทำงาน และสร้างวัฒนธรรมที่พนักงานกล้าท้าทายความคิดเห็นของผู้นำเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
3. หยุดเน้น ‘ความสมบูรณ์แบบ’ จนเสียโอกาส (Perfectionism vs. Speed)
ในโลกธุรกิจปัจจุบัน “ความเร็ว” สำคัญพอ ๆ กับคุณภาพ การรอให้ผลิตภัณฑ์หรือแผนงานสมบูรณ์แบบ 100% ก่อนเริ่มลงมือทำ อาจทำให้คุณเสียโอกาสให้คู่แข่งหรือพลาดเทรนด์สำคัญไป
- สิ่งที่ควรทำแทน: ใช้แนวคิด MVP (Minimum Viable Product) ทดลอง ทำซ้ำ และพัฒนาจาก Feedback จริง การ เติบโตธุรกิจ ในยุคนี้ต้องการการปรับตัวที่รวดเร็ว
4. หยุดมองข้าม ‘คน’ และวัฒนธรรมองค์กร
เมื่อธุรกิจโตขึ้น ปัญหาจะเปลี่ยนจากเรื่อง “เทคนิค” เป็นเรื่อง “คน” หาก Founder มุ่งเน้นแต่ตัวเลขกำไรโดยละเลยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง คุณจะสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพไป ซึ่งส่งผลเสียต่อการขยายธุรกิจในระยะยาว
- สิ่งที่ควรทำแทน: ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคนที่ “ทัศนคติตรงกัน” (Cultural Fit) และลงทุนในการพัฒนาทักษะของทีมงาน
5. หยุดทำงานในโหมด “ดับไฟ” (Reactive) และลืมวางกลยุทธ์
ถ้าวัน ๆ หนึ่งของคุณหมดไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ประดังเข้ามา นั่นหมายความว่าคุณกำลังใช้ชีวิตแบบ Reactive การขาดการวางแผนล่วงหน้าจะทำให้ธุรกิจเดินอย่างไร้ทิศทาง
- สิ่งที่ควรทำแทน: จัดสรรเวลาในปฏิทินสำหรับการ บริหารเวลา เพื่อคิดเรื่องกลยุทธ์ (Deep Work) อย่างน้อย 20-30% ของเวลาทำงานทั้งหมด
6. หยุดกลัวความล้มเหลวจนไม่กล้า Transform
หลายธุรกิจหยุดโตเพราะ Founder กลัวว่าการเปลี่ยนแปลงจะทำลายสิ่งที่สร้างมา การยึดติดกับความสำเร็จเดิม ๆ (Success Trap) คือจุดเริ่มต้นของความถดถอย
- สิ่งที่ควรทำแทน: ปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ (Learning Culture) และมองว่าความล้มเหลวคือต้นทุนของการนวัตกรรม
7. หยุดละเลย “สุขภาพกายและใจ” ของตัวเอง
Founder คือเครื่องยนต์หลักของบริษัท ถ้าเครื่องยนต์พัง ธุรกิจก็หยุดชะงัก การทำงานหนักจนละเลยการพักผ่อนส่งผลต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ง่ายขึ้น
- สิ่งที่ควรทำแทน: มองว่าการพักผ่อนและการดูแลสุขภาพคือส่วนหนึ่งของงาน เพื่อรักษาศักยภาพในการนำพาธุรกิจไปสู่เป้าหมาย
วิธีการเปลี่ยนผ่านจาก Founder สู่ Professional CEO
การจะทำให้ธุรกิจ Scale ได้จริง คุณต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองจาก “ศูนย์กลางของจักรวาล” ไปเป็น “ผู้ออกแบบระบบ” ดังนี้:
- Build a System: สร้างกระบวนการทำงาน (Standard Operating Procedure – SOP) ที่ชัดเจนเพื่อให้งานดำเนินไปได้แม้คุณไม่อยู่
- Empower Your Team: ให้อำนาจการตัดสินใจแก่หัวหน้างาน เพื่อสร้าง ภาวะผู้นำ ให้กับทีม
- Focus on Vision: หน้าที่หลักของคุณคือการมองภาพใหญ่ กำหนดทิศทาง และหาโอกาสใหม่ ๆ ในการ เติบโตธุรกิจ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเป็น Founder มืออาชีพ
Q: Founder ควรเริ่มส่งต่องาน (Delegate) เมื่อไหร่?
A: เมื่อคุณเริ่มรู้สึกว่างานธุรการหรืองานรูทีนดึงเวลาคุณจากการวางแผนกลยุทธ์ หรือเมื่อมีพนักงานที่มีทักษะเฉพาะทางในด้านนั้น ๆ เข้ามาทำงาน การส่งต่องานควรเริ่มทันทีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร
Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลัง Micro-manage ลูกน้องอยู่?
A: สังเกตว่าทีมงานต้องขออนุมัติจากคุณในทุกเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือไม่ หากคุณรู้สึกยุ่งอยู่คนเดียวในขณะที่ทีมรอคำสั่ง นั่นคือสัญญาณชัดเจนว่าคุณต้องหยุดก้าวก่ายและเริ่มให้ความไว้วางใจ
Q: สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเติบโตธุรกิจคืออะไร?
A: คือการสร้าง “ทีม” และ “ระบบ” ที่แข็งแกร่ง ธุรกิจที่เติบโตได้จริงคือธุรกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์และกระบวนการที่ชัดเจน
สรุป: การเติบโตธุรกิจ เริ่มต้นจากการเติบโตของ “ความคิด”
การที่ Founder จะพาธุรกิจไปสู่ระดับร้อยล้านหรือพันล้านได้นั้น สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การเพิ่มชั่วโมงทำงานให้มากขึ้น แต่คือการตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไป เพื่อโฟกัสกับสิ่งที่สร้าง Value มากที่สุด เมื่อคุณ “หยุด” พฤติกรรมที่เป็นอุปสรรค คุณจะพบว่าธุรกิจมีพื้นที่ให้หายใจและ เติบโตธุรกิจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยเป็นมา
การเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่คนที่ทำทุกอย่างได้เก่งที่สุด แต่คือคนที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมให้คนอื่นทำงานได้เก่งที่สุดต่างหาก

📘 Startup 101
From Idea to Real Business — Grow Without Breaking
หลักสูตรเข้มข้น 2 วันเต็ม
ออกแบบมาเพื่อ Founder & เจ้าของธุรกิจตัวจริง
ที่ต้องการ “ความชัดเจนก่อนลงทุน” และ “เติบโตอย่างยั่งยืน”
❓ คุณกำลังเจอปัญหาแบบนี้อยู่หรือเปล่า
- มีไอเดียธุรกิจ แต่ไม่แน่ใจว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้
- กลัวเริ่มผิด แล้วต้องเสียเงิน เสียเวลา เสียโอกาส
- รายได้เริ่มมา แต่ยังไม่รู้จะจัดการต้นทุน คน และเงินสดอย่างไร
- อยากโต แต่ไม่อยากพังระหว่างทาง
👉 คอร์สนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ “ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง”
💎 Startup 101: ปูพื้นฐานแน่น เริ่มต้นถูกทิศ ไม่เสียเวลา
💎 Personal Branding: สร้างตัวตนยังไงให้ขายดี
💎 Finance & Marketing: เรื่องเงินต้องรู้ เรื่องการตลาดต้องแม่น
💎 Scale Up: เทคนิคขยายธุรกิจและจัดการคนแบบผู้บริหารมือโปร
🎯 สิ่งที่คุณจะได้จากคอร์สนี้
✔️ เริ่มธุรกิจอย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงตั้งแต่วันแรก
✔️ ประเมินไอเดียอย่างมีเหตุผล ว่าควร ไปต่อ / ปรับ / หรือหยุด
✔️ เข้าใจ รายได้–ต้นทุน–กระแสเงินสด แบบที่ Founder ต้องรู้จริง
✔️ ตัดสินใจเรื่อง การจ้างคน & โครงสร้างทีม อย่างมืออาชีพ
✔️ วางแผนการเติบโต โดยไม่ทำลายธุรกิจและกระแสเงินสด
✔️ มุมมองนักลงทุนจริง + เทคนิคการ Pitch ให้มีน้ำหนัก
✔️ เข้าใจวิธีคิดของนักลงทุน และการสร้าง “ความเชื่อมั่น” ระยะยาว
✔️ เทคนิคการชนะใจ shark และ เทคนิคการเรียกความเชื่อนักลงทุนปีละกว่าพันล้าน
🛑 คอร์สนี้เหมาะมากสำหรับ
มือใหม่ที่อยากเริ่มธุรกิจ แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
คนที่มีไอเดียธุรกิจ แต่ยังไม่มั่นใจพอจะลงทุนจริง
เจ้าของกิจการที่กำลังตัดสินใจ จ้างพนักงานคนแรก
ธุรกิจที่เริ่มเดินแล้ว แต่ยอดขายยังไม่เกิน 500,000 บาท/เดือน
🎤 วิทยากรผู้สอน
คุณแพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ
Founder | CEO | Business Strategist
ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางโครงสร้างธุรกิจ และกลยุทธ์สำหรับ Startup & SME
มีประสบการณ์ตรงในการสร้างธุรกิจตั้งแต่ศูนย์ และประสบการณ์ด้านอสังหาริมพย์กว่า 10 ปี
คุณกวินทร์รัศม์ นิธิกรภาคย์
Investor | Business Advisor | Pitching Specialist
เจ้าของเพจ “สร้างธุรกิจโดยไม่ใช้เงินตัวเอง สไตล์วินวิน” นักลงทุนและที่ปรึกษาธุรกิจ เชี่ยวชาญด้านมุมมองนักลงทุน การประเมินศักยภาพธุรกิจ การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการเจรจาต่อรองเชิงกลยุทธ์
💰 ราคาพิเศษ Early Bird
🎯 19,900 บาท สำหรับ 20 ท่านแรก
(จากราคาปกติ 39,900 บาท)
ราคาไม่รวม VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่าย
📍 สถานที่: โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพฯ
🗓 ระยะเวลา: 2 วัน | 09.00 – 17.00 น.
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569
🌱 เหมาะสำหรับคนที่ต้องการ “เติบโตอย่างมีวินัย”
ไม่ใช่แค่เติบโตเร็ว แต่ต้องอยู่รอดและขยายได้จริง
📩 สนใจเรียน หรือสอบถามรายละเอียด
แจ้งแอดมินได้เลยค่ะ — ที่นั่งมีจำนวนจำกัด !!
บทความแนะนำ
- การลงทุนขายฝากคืออะไร? ปี 2025 | ดอกเบี้ยสูง ความเสี่ยงต่ำ
- ลงทุนอะไรดี 2025? หุ้น vs อสังหา vs ขายฝาก
- ขายฝาก vs ให้เช่า Passive Income 2025 แบบไหนคุ้ม
- 10 สิ่งที่ Founder ต้องรู้ก่อนเริ่ม Startup
สนใจคอร์สเรียนอสังหาหรือปรึกษาด้านการลงทุนอสังหา
สถาบันสอนอสังหา Future Developer Academy







